นโยบายทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ฟังดูแล้วเหมือนสวรรค์ของมนุษย์เงินเดือนเลยใช่ไหม การได้หยุดพักมากขึ้น มีเวลาไปใช้ชีวิต หรือไปทำงานอดิเรกที่ชอบ แค่คิดก็ฟินแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ภายใต้ฉากหน้าอันหอมหวานของการลดชั่วโมงทำงาน มันมีคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น เงื่อนไขของการทำงานน้อยลงไม่ได้แปลว่าบริษัทใจดีขึ้นหรอกค่ะ แต่มันแปลว่าเขาคาดหวัง ผลลัพธ์ เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ในเวลาที่น้อยลง
นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคที่แรงงานอย่างเราต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายที่สุด คือเราต้องเก่งขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อแลกกับเวลาชีวิตที่ได้คืนมา วันนี้เราจะมาคุยกันลึก ๆ ว่าทำไมสมการนี้ถึงเกิดขึ้น และเราจะปรับตัวยังไงไม่ให้ตกขบวนรถไฟขบวนนี้

กับดักของคำว่าทำงานน้อยลง
ก่อนจะไปดีใจกับเวลาว่างที่เพิ่มขึ้น เราต้องเข้าใจกลไกของธุรกิจก่อนค่ะ เจ้าของบริษัทร้อยทั้งร้อยยังต้องการกำไรและการเติบโต เมื่อเขาลดเวลาทำงานของเราลง สิ่งที่เขาจะทำคือการนำเทคโนโลยี หรือ AI เข้ามาอุดช่องว่างเหล่านั้น
งานรูทีน งานเอกสาร หรืองานซ้ำซากจำเจที่เคยใช้เวลาทำทั้งวัน ตอนนี้ AI อาจจะทำเสร็จในไม่กี่นาที นั่นหมายความว่า งานง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ จะหายไปจากหน้าตักเรา สิ่งที่เหลืออยู่คือ งานยาก ที่ต้องใช้การตัดสินใจซับซ้อน
ดังนั้นคำว่าทำงานน้อยลง จึงไม่ได้แปลว่าเราจะได้นั่งชิลค่ะ แต่มันแปลว่าทุกชั่วโมงที่เรานั่งทำงานจะต้องมีแต่เนื้อ ไม่มีน้ำ เราต้องโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงจริง ๆ เท่านั้น
ทำไมเราต้องเก่งขึ้นเป็นสองเท่า
ลองจินตนาการดูนะคะ สมัยก่อนถ้าเราเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เราอาจจะใช้เวลา 3 วันในการไดคัทรูป แต่งภาพ จัดวางเลย์เอาต์ ลูกค้าก็เข้าใจและรอได้
แต่ในยุคนี้ AI ช่วยเจนภาพและจัดองค์ประกอบให้เสร็จใน 10 นาที ความคาดหวังของลูกค้าหรือเจ้านายจึงเปลี่ยนไปทันที เขาไม่ได้จ้างเรามาเพื่อนั่งไดคัทรูปอีกแล้ว แต่เขาจ้างเรามาเพื่อ คิดคอนเซปต์ ควบคุมทิศทางศิลป์ และแก้ไขปัญหาหน้างานที่ AI ยังทำไม่ได้
นี่แหละค่ะคือความหมายของคำว่าเก่งขึ้นสองเท่า หนึ่งคือต้องเก่งในเนื้องานวิชาชีพของตัวเองให้ลึกซึ้งกว่าเดิม สองคือต้องเก่งในการใช้เครื่องมือทุ่นแรงเพื่อควบคุม AI ให้ทำงานแทนเราได้
ถ้าเราทำได้แค่ระดับพื้นฐาน เราจะถูกมองว่าทำงานช้าและไม่คุ้มค่าจ้างทันที
ทักษะเป็ดอาจพาเราไปไม่ถึงฝั่งฝัน
เราเคยถูกสอนมาว่าให้รู้รอบด้านเหมือนเป็ด บินได้นิดหน่อย ว่ายน้ำได้นิดหน่อย เดินได้นิดหน่อย แล้วจะเอาตัวรอดได้
แต่ในยุคใหม่นี้ เป็ดอาจจะเป็นผู้ประสบภัยกลุ่มแรกค่ะ เพราะความรู้กว้าง ๆ แบบผิวเผินเป็นสิ่งที่ AI เก่งกว่าเรามาก ถามอะไรตอบได้หมด รู้ทุกเรื่อง ดังนั้นคนที่จะอยู่รอดได้ต้องเปลี่ยนจากเป็ดมาเป็น T-Shaped Skill หรือคนที่มีความรู้กว้างพอประมาณ แต่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแบบ ลึกสุดใจ
คุณต้องเป็นคนที่บริษัทขาดไม่ได้เพราะหาคนมาแทนยาก หรือหา AI มาทำแทนก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าฝีมือคุณ

พื้นที่ตรงกลางกำลังจะหายไป
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเทรนด์นี้คือการหายไปของแรงงานระดับกลางค่ะ ตลาดแรงงานในอนาคตจะมีแนวโน้มแยกออกเป็นสองขั้วชัดเจน ขั้วบน คือกลุ่ม Super Productive ที่เก่งมาก ใช้เทคโนโลยีคล่อง ทำงานน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มหาศาล กลุ่มนี้จะได้รับค่าตอบแทนสูงลิ่ว
ขั้วล่าง คือกลุ่มแรงงานทักษะพื้นฐาน หรืองานบริการที่ต้องใช้คนจริง ๆ ซึ่ง AI ยังทำแทนไม่ได้ แต่ค่าตอบแทนอาจจะไม่สูงมากนัก
ส่วนพื้นที่ตรงกลาง อย่างพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่ทำงานตามคำสั่ง แอดมิน หรือคนประสานงานธรรมดา จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงตกงานมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้คุ้มค่าที่สุด
ทักษะที่ทำให้เราเหนือกว่าเครื่องจักร
แล้วเราจะสู้อะไรกับเทคโนโลยีดี คำตอบคือสู้ด้วยความเป็นมนุษย์ค่ะ มีหลายสิ่งที่ AI ยังห่างชั้นจากเรามาก และนี่คือทักษะที่ต้องรีบฝึกฝนให้เก่งขึ้นเป็นสองเท่า
ทักษะการเข้าอกเข้าใจ หรือ Empathy
งานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ การเจรจาต่อรอง การโน้มน้าวใจ หรือการดูแลความรู้สึกลูกค้า เป็นสิ่งที่เครื่องจักรยังทำได้ไม่เนียนเท่าคน การเป็นคนเก่งงานอาจจะไม่พอ แต่ต้องเป็นคนที่ทำงานด้วยแล้วสบายใจ เข้าใจเพื่อนมนุษย์
ทักษะการตั้งคำถามที่ถูกต้อง
AI ให้คำตอบได้ดี แต่ AI ตั้งคำถามเองไม่เป็นค่ะ คนที่จะชนะในยุคนี้คือคนที่รู้ว่าต้องถามอะไร ต้องสั่งงาน AI แบบไหนถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หรือมองเห็นปัญหาที่คนอื่นมองไม่เห็น
ทักษะความยืดหยุ่นและการปรับตัว
โลกเปลี่ยนไวมาก สิ่งที่เราเรียนรู้มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว ความสามารถในการ ลืม สิ่งเก่า และ เรียนรู้ สิ่งใหม่ หรือ Unlearn and Relearn จึงเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เราไม่ตกรุ่น
ฟังดูเครียดใช่ไหมคะ แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน ยุคนี้คือโอกาสทองของคนที่มีของค่ะ ถ้าคุณพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นเป็นสองเท่าได้จริง คุณจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก คุณจะเลือกได้ว่าจะทำงานที่ไหน ทำงานกี่วัน หรือเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ก็ได้ เพราะคุณคือทรัพยากรที่หายาก
การทำงานน้อยลงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือรางวัลสำหรับคนที่ปรับตัวได้เร็วและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ ลองสำรวจตัวเองดูว่างานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ มีส่วนไหนที่ AI ทำแทนได้บ้าง แล้วรีบกระโดดไปฝึกทักษะที่ยากกว่า ลึกกว่า ที่สำคัญคืออย่าลืมฝึกใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ให้คล่อง เมื่อเราแกร่งพอ เราจะเป็นเจ้านายของเทคโนโลยี ไม่ใช่เหยื่อที่ถูกมันมาแทนที่ค่ะ

